Marketing is all around.
(1) Product Placement or Sit-com Placement?
จำแว่นตา Ray ban สุดเทห์ของทอม ครูส์ ใน Top gun ได้หรือเปล่า? แล้วรถยนต์ mini cooper ในเรื่อง Italian job ละครับที่นำรถไปเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ได้อย่างแนบเนียน ความเป็นจริงแล้ว Product Placement เป็นเครื่องมือหนึ่งของกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ หรือ Integrated marketing communication(IMC) ซึ่งวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการเพิ่ม contact point ให้กับแบรนด์ เครื่องมือที่ว่านี้ก็มีการนำมาใช้นานมากแล้ว เท่าที่จำได้เห็นในหนังเรื่อง เช่นE.T. มี ขนม m&m อยู่ในหลายๆซีน
ปัจจุบัน Product Placement นั้นได้รับความนิยมมากขึ้น สังเกตุได้จากหนัง Hollywood หลายต่อหลายเรื่อง เมื่อไม่นานนี้ภาพยนต์เรื่อง Transformer ซึ่งเป็นหนังหุ่นยนต์ล้ำยุค ในหนังมีสินค้าแบรนด์ดังมากกว่า 10-15 แบรนด์ แซกซึมอยู่ในหนังเรื่องนี้เช่น Ebay,Panasonic,Macintoch และ Nokia เป็นต้น โดยที่มีการแก้โจทย์ทางการตลาดของ Nokia ด้วยในฉากที่นางเอกพูดว่า “Nokia เป็นของ Finland นะ ไม่ใช่ Japan”?! และฉากที่กล้องซูมไปที่ที่ SD การ์ดของ Panasonic กว่า 2 วินาที และอีกมากมายที่นำเสนออย่าง(ไม่)แนบเนียนเอาซะเลย
หากมีโอกาสท่านผู้อ่านลองนับเล่นๆดูว่าหนังเรื่องนี้มีแบรนด์ที่ไม่มีความเนียนในการนำเสนอ หรือเรียกได้ว่า Hard-sales Placement ซักกี่แบรนด์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องเสมอไปครับหนังบางเรื่องเช่น Coverfiled ทำได้ดีและกลมกลืน เช่น ในฉากที่กลุ่มของพระเอกติดอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน พระเอกก็ใช้โทรศัพท์โทรหาคุณแม่พูดคุยอย่างสุดซาบซึ่งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย จากนั้นกล้องก็แอบๆ pan ไปที่ป้ายโฆษณาด้านหลัง “Nokia Connecting People”!! อย่างนี้ถือว่าดีดูแล้วไม่รู้สึกขัดเขินไม่ Hard-sale มากจนเกินไป และเกิด Win-Win ทั้งคนทำหนัง ทั้งเจ้าของแบรนด์
สาเหตุที่ Product placement ได้รับความนิยมมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะในละคร sit-com นั้นก็เป็นเพราะ Trend ในปัจจุบันผู้คนต้องการตอบสนองความสุขส่วนบุคคลมากขึ้น โลกเราให้ความสนใจในเรื่องของ Entertainment มากขึ้น เนื่องจากความเครียดในการทำงานตลอดทั้งสัปดาห์ ปัญหาสังคม การเมือง เศรฐกิจ หรือตามที่พวกนักเรียน MBA ชอบเรียกว่า PEST(Political, Economic, Social, and Technological factors) คนจึงหาความสุขจากหนังหรือละครสนุกๆซักเรื่อง sit-com ในบ้านเราจึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น บ้านนี้มีรัก , บางรักซอย 9 , น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ เป็นต้น
แต่ปัจจุบันนั้นการทำ Product Placement ในบ้านเรานั้นออกแนว Hard-Sale Placement หรือถึงกับกลายสภาพจาก “Product that placement in sit-com” เป็น “Sit-com that Placement in Product” แทน! เพราะในบ้านเราละครหลายต่อหลายฉากถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแบรนด์โดยเฉพาะ หรือสร้างขึ้นเพื่อหาเงินโดยเฉพาะ
บังเอิญวันนั้นเปิดไปเจอ Sit-com อยู่ตอนหนึ่งมีผู้หญิงพาน้องๆไปทานไอศกรีมยี่ห้อหนึ่ง แล้วพูดว่า “อืมมไอศกรีมอันนี้อร่อยจังเลยครับเพ่!” ยังไม่พอยังซูมไปที่ Logo ไอศกรีมด้วย! หรือหนักกว่านั้นที่ผมบอกว่าปัจจุบัน Sit-com ไปเป็น Placement แทน Product เสียแล้ว พูดง่ายๆก็คือ เนื้อเรื่องของแบรนด์หรือสินค้ามากก่อนเนื้อเรื่องจริงๆของละคร เป็นเช่นไรนั้นลองไปดูเรื่อง “นัทกับนัท” ครับ ล่าสุดนี้พระเอกของเราน้อง “บี้” ถึงเวลาทำงานแล้วนะครับ ทำที่ไหนละครับ? ธนาคารนี่ใช้ Identity สีม่วงครับ เล่นกันเต็มฉากเลยครับคราวนี้ คือทั้งซีนนั้นนายบี้ของเราอยู่ในธนาคารตลอด เรียกว่าละครตอนหนึ่งสร้าง ได้หมดครับทั้ง Awareness knowledge และ Purchase intension
บางเรื่องก็เนรมิตรกองถ่ายให้กลายเป็น “ย่านการค้า” เช่นรายการระเบิดเถิดเทิง เชื่อไหมครับมีร้านขายมอเตอร์ไซค์ยังไม่พอ ยังมี Sales Force ไว้ขายให้พวกตัวละครด้วย (สงสัยว่าSales man พยายามขายให้ตัวละครหรือคนดูทางบ้านกันแน่ ?) และเมื่อพูดถึงสถานที่ก็มีสถานที่หนึ่งครับที่ Sit-com ทุกเรื่องขาดไม่ได้ ลองทายดูครับว่าที่ไหน?.... เฉลย!! มินิมารท์ หรือ โฉวห่วย นั้นเองครับซึ่งเป็นที่ที่ผู้จัดละครหาเงินได้อย่างมากมายมหาศาลละครับ เพราะในร้านมันมีพื้นที่มากมายให้โฆษณาและให้ตัวละครได้โปรโมทสินค้าทำให้ร้านขายของใน Sit-com เป็นแหล่งหาเงินที่ผู้จัดละครรักมากๆต้องมีซะทุกเรื่อง ตรงข้ามกับความเป็นจริงเลยนะครับที่ร้านค้าเล็กๆต้องแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่ออยู่รอดไปวันๆ..
สุดท้ายนี้ฝากไปคิดกันเล่นๆว่าอนาคตของกลยุทธ์ Product placement ในละคร Sit-com เมืองไทยจะมีหน้าตาอย่างไร ผมคาดว่าจำนวนแบรนด์หรือสินค้าที่โฆษณาอยู่ใน Sit-com แต่ละเรื่องจะลดลงครับเนื่องจาก Product manager พยายามจะทำ Exclusive กับผู้จัดเพื่อกีดกันคู่แข่งรายอื่น เพราะปัจจุบันเริ่มเกิดการล้นของข้อมูลการโฆษณา ในละครเนื่องจากจำนวนสินค้าในละครมีมากมายจนไม่มีสินค้าใดเด่นกว่าใคร อีกทั้งคนดูเริ่มชินชาและไม่สนใจข้อมูลดังกล่าว อนาคตผมหวังว่า Sit-com จะมีแกนของเนื้อเรื่องที่เข้มข้น สนุกสนานอย่างมีศิลปะ มีการ Placement อย่างงดงามและกลมกลืนกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ไม่ใช่อีกหน่อยมีหนังสงครามย้อนยุคแต่มีการใช้มือถือแบรนด์ดังเพื่อโทรคุยกับข้าศึก หรือไม่ก็มีตัวละครทำงานใน Chain Burger ยี่ห้อดังตลอดทั้งเรื่องนึกแล้วตลกดีเหมือนกันครับ
"Marketing is all around
SuperohM